มะเร็งตับและการรักษา : H2.3

0
422

สวัสดีเช้าวันจันทร์ค่ะ… สำหรับในวันนี้ #สองสาวเล่าโรค จะนำเสนอเกี่ยวกับมะเร็งตับและวิธีการรักษา ซึ่ง #มะเร็งตับถือว่าเป็นปัญหาในระดับโลกและระดับภูมิภาค จากข้อมูลทางการแพทย์ล่าสุด (the Global Burden of Disease 2015 study) ค่ะ

ข้อมูลในปี พ.ศ. 2558 ของประชากรใน 195 ประเทศทั่วโลก พบว่ามะเร็งตับ (Liver cancer) เป็นสาเหตุอันดับที่ 4 ของการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งต่างๆ รองมาจากมะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยในปี พ.ศ. 2558 มีผู้ป่วยมะเร็งตับรายใหม่ทั่วโลกทั้งสิ้น 854,000 คน ซึ่งเพิ่มมากกว่าเมื่อ 25 ปีก่อน (พ.ศ. 2533) ถึงร้อยละ 75 นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยมะเร็งตับที่เสียชีวิตในปี พ.ศ. 2558 มีจำนวนทั้งสิ้น 810,000 คน

จากการศึกษานี้พบว่าผู้ชายเป็นมะเร็งตับมากกว่าผู้หญิงประมาณ 3 เท่า โดยมีไวรัสตับอักเสบบีเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ จำนวน 265,000 คน (ร้อยละ 33) รองลงมาคือจากแอลกอฮอล์ 245,000 คน (ร้อยละ 30) ไวรัสตับอักเสบซี 167,000 คน (ร้อยละ 21) และจากสาเหตุอื่นๆ 133,000 คน (ร้อยละ 16) ซึ่งสาเหตุของการเกิดมะเร็งตับ มีความแตกต่างตามภูมิภาค เช่น ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย มะเร็งตับส่วนใหญ่จะเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

จากการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าสาเหตุของการเกิดมะเร็งตับที่สำคัญ คือ ไวรัสตับอักเสบบีและซี รวมทั้งแอลกอฮอล์ ซึ่งจริงๆแล้วสาเหตุเหล่านี้สามารถป้องกันได้เป็นส่วนใหญ่ เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี การรักษาด้วยยาต้านไวรัสสำหรับผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีแบบเรื้อรัง ส่วนสาเหตุจากแอลกอออล์ ก็สามารถป้องกันได้ถ้ามีรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจถึงอันตรายจากการดื่มแอลกอฮอล์เช่นไม่ควรดื่มปริมาณมากๆและติดต่อกันเป็นเวลานานๆค่ะ

วิธีการรักษามะเร็งตับในปัจจุบันก็มีหลายวิธีดังนี้

  1. #การทำลายมะเร็งเฉพาะที่ด้วยการฉีดแอลกอฮอล์(alcohol injection) ใช้ในมะเร็งที่มีขนาดเล็ก โดยใช้เข็มเล็กๆ แทงผ่านทางผิวหนังเข้าไปที่ก้อนและฉีดแอลกอฮอล์เข้าไปบริเวณก้อน ซึ่งแอลกอฮอล์จะไปทำลายเนื้อเยื่อบริเวณที่สัมผัสค่ะ
  2. #การทำลายมะเร็งเฉพาะที่ด้วยการใช้ความเย็น(Cryotherapy ) หรือความร้อน (Thermal ablation) ทำให้เนื้อเยื่อมะเร็งและตับโดยรอบถูกทำลายไป วิธีนี้ก่อให้เกิดคลื่นความร้อนที่นิยมให้กันมากคือ การใช้คลื่นเสียงหรือคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency) แพทย์มักเรียกวิธีการนี้ว่า RFA ค่ะ วิธีการคล้ายกับวิธีแรก โดยการแทงเข็มผ่านผิวหนังเข้าไปที่ตำแหน่งก้อน จากนั้นจะปล่อยคลื่นเสียงจากบริเวณส่วนปลายของเข็ม ทำให้เกิดความร้อนโดยรอบและทำลายเนื้อเยื่อบริเวณที่ความร้อนไปถึงนะคะ
  3. #️ทีโอซีอี (TOCE) หรือ #ทีเอซีอี (TACE) ย่อมาจาก Transcatheter oily chemoembolization หรือ Trans – arterial chemoembolization คือวิธีการให้ยาเคมีบำบัดเฉพาะที่ผ่านทางสาย โดยการสวนสายเข้าทางหลอดเลือดแดงบริเวณต้นขาผ่านขึ้นไปบริเวณหลอดเลือดแดงที่เข้าไปเลี้ยงตับค่ะ จากนั้นแยกสายไปหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงก้อนมะเร็ง หลังจากนั้นแพทย์จะทำการฉีดยาเคมีบำบัดเข้าไปที่ก้อนโดยตรง จากนั้นจะอุดหลอดเลือด ซึ่งจะทำให้ก้อนมะเร็งขาดเลือดมาเลี้ยงค่ะ
  4.  #การผ่าตัดเอาก้อนออก ส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะพิจารณาผ่าตัดเมื่อมีก้อนก้อนเดียว ระยะตับแข็งต้นๆสามารถผ่าได้ทั้งซีกขวาและซีกซ้าย ขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนและตำแหน่งนะคะ ซึ่งผู้ป่วยต้องมีภาวการทำงานของตับอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่เหลือง ความดันในหลอดเลือดพอร์ทอลไม่สูงด้วยนะคะ
  5. #การผ่าตับเปลี่ยนตับ จะทำในกรณีที่ผู้ป่วยมีตับแข็งและขนาดของก้อนไม่ใหญ่มาก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีภาวการณ์ทำงานของตับไม่ดี มีตาเหลือง บวม มีน้ำในท้อง การเปลี่ยนตับเป็นวิธีการเดียวที่ทำให้โรคมะเร็งตับหายขาดได้ แต่เนื่องจากการรอผู้บริจาคอวัยวะนั้นบางครั้งนานมาก แพทย์จึงจำเป็นที่ต้องรักษาด้วยวิธีอื่นไปก่อนเพื่อไม่ให้ก้อนมะเร็งลุกลามหรือแพร่กระจาย การผ่าตัดนั้นจะทำให้โรคมะเร็งกลับมาป็นซ้ำน้อย ควรเลือกทำในผู้ที่มีก้อนมะเร็งก้อนเดียว ขนาดไม่เกิน 5 ซ.ม. หรือมีไม่เกินสามก้อนขนาดไม่เกิน 3 ซ.ม. ทั้งนี้ต้องไม่มีมะเร็งกระจายไปในหลอดเลือดขนาดใหญ่ของตับ หรือกระจายออกนอกตับแล้วนะคะ
  6. #การให้ยาเคมีบำบัด เหมือนยาเคมีบำบัดในมะเร็งอื่นๆ ผลการรักษามักจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร เพราะมะเร็งตับมักจะตอบสนองไม่ดีกับยาเคมีบำบัดค่ะ
  7. #️การให้ยายับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ปัจจุบันความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ลงลึกไปถึงระดับเซลล์หรือระดับโมเลกุลค่ะ การเกิดมะเร็งชนิดนั้นๆจะมีการส่งต่อข้อมูลในเซลล์และระหว่างเซลล์ การเกิดเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงมะเร็งจะต้องมีการส่งต่อและรับข้อมูลระหว่างเซลล์เช่นกัน ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงคิดค้นยาที่ไปยั้บยั้งเฉพาะโมเลกุลที่จะทำให้เซลล์มะเร็งโตหรือแพร่กระจาย รวมทั้งยับยั้งไม่ให้สร้างหลอดเลือดเข้าไปเลี้ยงก้อนมะเร็งด้วยนะคะ การรักษาแบบนี้เรียกว่า Targeted Therapy เชื่อว่าการรักษาแบบนี้จะเป็นอนาคตของการรักษามะเร็งตับและมะเร็งอื่นๆค่ะ สำหรับมะเร็งตับมียาที่ออกมาใช้และได้รับการขึ้นทะเบียนตั้งแต่ปี 2550 และเป็นยาชนิดแรกของโลกสำหรับยาประเภทนี้ คือยา Sorafinnib (Nexavar) ซึ่งสามารถยืดอายุผู้ป่วยมะเร็งตับได้ระยะหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีผลข้างเคียงไม่รุนแรงเมื่อเทียบกับยาเคมีบำบัด อาการข้างเคียงที่พบบ่อยได้แก่ ผิวแห้ง แผลในปาก ท้องเสีย แต่เหนือสิ่งอื่นใดนะคะ คือยาตัวนี้มีราคาสูงมากค่ะ
  8.  #การรักษาตามอาการเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด เมื่อมะเร็งเป็นมากแล้ว มีของเสียคั่ง การทำงานของตับไม่ดีมากๆ มีน้ำในช่องท้องมาก ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นๆที่กล่าวมาได้แล้ว การรักษาแบบประคับประคองตามอาการเพื่อให้คุณภาพชีวิตดี ลดการมาโรงพยาบาลบ่อยๆนั้นอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของผู้ป่วยในระยะสุดท้าย ผู้ป่วยและญาติบางคนเมื่อหมดหนทางรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน มักไปพึ่งแพทย์ทางเลือกอื่นๆ พยายามค้นหาสมุนไพร ยาจีน เหล่านี้ไม่ได้มีข้อห้ามใดๆ ถ้าเป็นไปตามความต้องการของผู้ป่วยและญาตินะคะ แต่สิ่งสำคัญที่อยากจะเน้นย้ำไว้เลย ว่าสารต่างๆที่ได้รับจะไปผ่านที่ตับและไต อาจก่อให้เกิดการทำงานของตับและไตแย่ลงไปอย่างรวดเร็ว อาการต่างๆอาจจะยิ่งทรุดลงไปอีกได้นะคะ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงในบั่นปลายของผู้ป่วยมะเร็งตับระยะสุดท้ายน่าจะเป็นคุณภาพชีวิตกายและใจที่ดี การมีความสุขกับชีวิตที่เหลือมากกว่าค่ะ #สองสาวเล่าโรคขอฝากไว้

หมายเหตุ: การรักษาโรคมะเร็งตับควรเป็นไปตามดุจพินิจของแพทย์เจ้าของไข้ เพราะผู้ป่วยแต่ละรายมีความแตกต่างและมีรายละเอียดของโรคที่ต่างกันค่ะ