ไวรัสตับอีกเสบ “บี” : B1

0
1167

สวัสดีค่ะ วันนี้ #สองสาวเล่าโรค จะมาเล่าเกี่ยวกับโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัสตับอักเสบบี นะคะ

ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus หรือ HBV)

ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus หรือ HBV)เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อประชากรหลายล้านคนทั่วโลก ไวรัสตับอักเสบบี มีสารพันธุกรรมเป็น DNA สามารถติดต่อได้ทางเลือด เพศสัมพันธ์ หรือติดจากแม่ไปลูกขณะคลอด ไวรัสตับอักเสบบีทำให้เกิดตับอักเสบแบบเฉียบพลัน และตับอักเสบแบบเรื้อรัง ซึ่งการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแบบเรื้อรังในผู้ป่วยแต่ละรายจะมีการดำเนินโรคแตกต่างกัน บางรายอาจไม่รุนแรงและสามารถขจัดเชื้อไวรัสให้หายขาดได้เอง แต่บางรายอาจมีการดำเนินโรคที่รุนแรงจนทำให้เกิด ตับแข็ง และมะเร็งตับได้

ระยะการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

ปัจจุบันสามารถจัดแบ่งระยะการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแบบเรื้อรัง ออกเป็น 4 ระยะ (phase) ได้แก่

  1. Immune tolerant phase ระยะนี้อาจนานกว่า 10 ปีขึ้นไป มักพบในผู้ป่วยที่อายุน้อย เช่นในเด็กและวัยรุ่น เป็นระยะที่มีปริมาณไวรัสในเลือดสูงแต่ไม่มีการอักเสบของตับ
  2. Immune clearance phase เป็นระยะที่มีปริมาณไวรัสในเลือดสูง มีการตรวจพบโปรตีนอีของไวรัส (HBeAg) ระยะนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ระยะอีบวก ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายเริ่มทำงานเพื่อกำจัดเชื้อไวรัสส่งผลให้มีการอักเสบของตับเกิดขึ้น หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมจะทำให้เกิดภาวะตับแข็งและมะเร็งตับตามมาได้ แต่ผู้ป่วยบางรายจะสามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้เอง และเข้าสู่ระยะที่ 3
  3. Inactive phase เป็นระยะสงบของโรค ภูมิต้านทานของร่างกายสามารถควบคุมไวรัสได้ ทำให้มีปริมาณไวรัสในเลือดต่ำหรืออาจตรวจไม่พบ การอักเสบของตับลดลงจนปกติ ผู้ที่อยู่ในระยะนี้บางรายภูมิคุ้มกันของร่างกายดีจนกำจัดเชื้อไวรัสให้หมดไปได้ และอาจเกิดภูมิต้านทานต่อไวรัสบีได้ (Anti-HBs) แต่ผู้ป่วยบางรายจะเข้าสู่ระยะที่ 4
  4. Reactivation phase หรือระยะอีลบ (ตรวจไม่พบโปรตีนอีของไวรัส) เป็นระยะที่ไวรัสเพิ่มจำนวนขึ้นอีกครั้ง จนภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ มีการอักเสบและทำลายเซลล์ตับเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ถ้าหากไม่ได้รับการรักษา ตับจะถูกทำลายจนทำให้เกิดภาวะตับแข็งและมะเร็งตับได้

การรักษาไวรัสตับอักเสบบี

การรักษาไวรัสตับอักเสบบี จะรักษาผู้ป่วยในระยะ 2 และ 4 ซึ่งเป็นระยะที่มีการอักเสบของตับ เพราะถ้าหากปล่อยไว้เซลล์ตับจะถูกทำลายไปเรื่อยๆ จนส่งผลให้เกิดภาวะตับแข็งและมะเร็งตับตามมาได้